สวัสดีครับ เรียกผมว่า บูน ก็ได้ครับ ชื่อเต็มๆของผมคือ ไพบูลย์ ดำรงวารีครับ ผมจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษศาสตร์ครับ
จากนั้น ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษกับ University of Southampton
ในสาขาวิชา Risk Management ตอนนี้จบแล้วครับ กำลังรอรับปริญญาอยู่ครับ
สาเหตุที่เลือกไปเรียนต่อต่างประเทศและก็ต้องเป็นที่อังกฤษก็เพราะว่า...เรียน
ต่อที่อังกฤษใช้เวลาแค่ปีเดียวเองครับ คะแนนGMAT ก็ไม่ต้องใช้ ตอนนั้นผมมี
ผลสอบ IELTS อยู่ที่ 6.0 ก็เลยไปเรียน Pre-sessional Course อีกประมาณ 5 สัปดาห์ก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเค้าได้เลยครับ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นข้อดี
จะได้จบเร็วๆ หางานทำได้เร็วๆ และก็ช่วยทางบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้ส่วนนึง
ด้วยครับ
ที่เลือกเรียนที่ University of Southampton ก็เพราะว่าผมอยากจะเรียนในสาขา
Risk Management ซึ่งเป็นสาขาที่ผมว่าน่าสนใจมาก เป็นการเรียนรู้ที่จะบริหาร และจัดการกับความเสี่ยงทุกรูปแบบครับ งงไหมครับ...? อย่างสมมติเลยนะ เอา ยกตัวอย่างประมาณว่าธนาคารแห่งหนึ่งก่อนที่เค้าจะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าได้ เค้าต้องมีการประเมินค่าความเสี่ยงก่อนและไม่ใช่ว่าจะประเมินอย่างเดียว ธนาคารที่ว่านี้ก็ก็ยังต้องมีการศึกษาหาวิธีป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอีก
ด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่าเออ...ชีวิตคนเรามันมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตั้งแต่ ตื่นนอนมา...เดินออกจากบ้าน...หรือจะไปทำอะไร ถ้าเราจัดการกับมันได้
บริหารมันเป็นมันก็คงจะดีเน๊อะ! นั่นก็เลยทำให้ผมสนใจในสาขาวิชานี้ขึ้นมา
อยากจะเรียนดู แต่ในประเทศไทยไม่มีสถาบันไหนเปิดสอนหลักสูตรนี้เลยก็ เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องไปเรียนต่อต่างประเทศแทนครับ
ตอนที่ผมไปเรียนที่อังกฤษแรกๆ รู้สึกกดดันมากๆ ถึงมากที่สุดเลย เพราะการ เรียนการสอนของเค้าต่างกันกับบ้านเราอย่างสิ้นเชิง อาจารย์เค้าจะเข้ามา
เหมือนคุยๆ กันกับเรา ถามเรื่องทั่วๆไป ถามเพื่อให้นักเรียนได้แสดงความคิด
เห็นซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดกันตลอดเวลา แต่ของบ้านเรานี่...
อาจารย์ก็พูดไป นักเรียนก็จดไป... แล้วก็ท่องจำแล้วก็ไปสอบ! แต่ที่โน่นนี่ไม่
เป็นแบบนั้นเลยครับ จะจดอะไรหละ...จดไม่ทันเลย เข้าไปแรกๆ นี่งงครับ งง
อย่างเดียว หลังๆ นี่ถึงพอจะจับจุดได้ ถึงได้รู้ว่าก่อนเข้าห้องเรียน เราควรจะ
อ่านหนังสือของวิชานั้นๆ มาก่อน พออาจารย์เข้ามาพูด หรือถามความคิดเห็น เราจะได้มีไอเดียโต้ตอบไปได้บ้าง หลังๆ ถึงจะพอรู้เรื่องบ้างครับ ค่อยหายเครียด หายกดดันไปได้บ้าง
สำหรับช่วงเวลาที่ว่างๆ ก็มีนะครับ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียว อย่างผมว่างๆ ก็จะเตะ
บอลครับ ก็มีเพื่อนๆ นักเรียนไทยด้วยกันนี่แหละครับชวนๆ กันไป นอกจาก นั้นก็หาประสบการณ์ชีวิตอื่นๆ บ้างอย่างการทำงานตามร้านอาหารบ้าง จบแล้ว ผมก็มีสมัครงานทำต่อก่อนกลับด้วยนะครับ ทำไปได้สักพัก รู้สึกว่าไม่ค่อยตรง กับตัวเองสักเท่าไหร่ก็เลยบินกลับมาเมืองไทยเพื่อรอไปรับปริญญาอีกทีนี่หละ
ครับ
สำหรับน้องๆ ที่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็อยากจะฝากไว้ว่าขอให้น้องๆ เรียนพิเศษภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานไปให้ดี เอาให้แม่นๆ เลยนะครับ เพราะ เวลาเราเข้าไปนั่งเรียนในห้องเรียนแล้ว จะแตกต่างกับเวลาที่น้องๆ เรียนที่นี่
ประเทศไทยอย่างมาก ภาษาที่ใช้หรือคำศัพท์ก็จะต่างกับที่น้องๆ ใช้ในชีวิต
ประจำวัน อย่างสำเนียงหรือวิธีการพูด การเขียนก็ยิ่งแตกต่าง และถ้าถ้าไป
เรียนต่อโทนี่ การเขียนจำเป็นและก็สำคัญมากๆ การบ้านเอย...รายงานเอย...
เยอะสุดๆ ครับ
อีกเรื่องที่มีน้องๆ หลายคนสงสัยว่าควรจะหอบหนังสือจากบ้านเราไปบ้างมั้ย?
อันนี้ผมขอตอบว่าบางอย่างก็ควรครับ บางอย่างก็ไปหาซื้อเอาที่โน่นจะดีกว่า
อย่างหนังสือที่สำคัญๆเลยก็จะมีพวกดิกชันนารีต่างๆ ที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น
Collocation Dictionary หรือ Thesaurus Dictionary สองเล่มนี้น่าเอาไปครับ
ส่วนตำหรับตำราเรียน หรือหนังสืออย่างอื่นไปซื้อหาที่โน่นเลยดีกว่าครับ
ไม่ต้องหอบไปครับหนักเปล่าๆ ซื้อผ่านเว็บเป็นหนังสือมือสองสภาพดี ราคาถูก
ก็เป็นอีกวิธีครับที่นักเรียนที่โน่นนิยมทำกัน จะได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
ไปด้วยอีกทางครับ และก็ถ้าอยากช่วยทางบ้านประหยัดให้มากขึ้น อันนี้ต้อง
หางานเสริมทำครับ ได้เงินมาก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด หัดทำกับข้าวกินเองบ้าง
จะได้ไม่ต้องไปซื้อตามร้านซี่งราคาสูงพอสมควร วิธีนี้ผมลองทำแล้ว ประหยัด
มากครับ เงินที่ได้มาก็เอาไปจ่ายเป็นค่าที่พัก ค่าขนม นิดๆ หน่อยๆ ประหยัด
ไปได้บ้าง ก็โอเคนะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องๆ ที่ตั้งใจจะไปเรียนได้ไปเรียน
สำเร็จสมดั่งที่ตั้งใจ แล้วก็กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้น่าอยู่ยิ่งๆ
ขึ้นไปครับ |